สอนลึกเรื่องการตั้งบริษัท-banner

บ่น : ธุรกิจของผม โครงการของผม ต้องใช้ทุนอยู่มากพอสมควร แต่ผมไม่มีทุนขนาดนั้น
อาจารย์ : ที่คุณบอกว่าต้องใช้ทุนมากพอสมควร ตกลงมันใช้เท่าไร ?
บ่น : ผมก็ตอบไม่ได้ครับกับตัวเลขที่แน่นอน


สอนลึกเรื่องการตั้งบริษัท-1


สอนลึกเรื่องการตั้งบริษัท-2


สอนลึกเรื่องการตั้งบริษัท-3


   เหตุการณ์บทสนทนาที่ยกตัวอย่าง เป็นปัญหาของคนเริ่มต้นธุรกิจ ว่าอยู่ในสถานการณ์คลำทางในที่มืด คิดเอง เออเอง เศร้าสลดใจเองตลอดเวลา แต่ถ้าหากมีคำตอบต่อตัวเลขที่ชัดเจนลงไป เช่นกิจการของผมต้องใช้เงินลงทุนทั้งหมด 9 ล้านบาท แค่ถ้าผมมีเงินอยู่ตอนนี้ 3 ล้านบาท ผมก็ทำฝันของผมให้เป็นจริงได้แล้ว เพราะผมจะไปขอกู้อีก 6 ล้านบาท เอามารวมเป็นเงินลงทุน 9 ล้านบาท และการกู้ 6 ล้านบาทของผมก็น่าจะกู้ได้ เพราะอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนทุนของผมอยู่ที่ 2:1 (6 ล้านบาทหารด้วย 3 ล้านบาท) แม้บริษัทผมจะตั้งขึ้นมาใหม่ แต่บริษัทผม ผมได้เชิญเจ้าของบริษัทมหาชนในตลาดหุ้นมาเป็นกรรมการ คุณวิกม เขายอมเซ็นค้ำประกันธนาคารให้ครับ

  • เรียน CBA-FPM จะเป็นได้แบบตัวอย่างตะกี้
    เหตุการณ์ของคนที่ตอบโครงสร้างทางการเงินของธุรกิจได้ข้างต้น จะเกิดขึ้นกับคนที่มาเรียน CBA กับเรา เขาจะเข้าใจวิธีจัดโครงสร้างทางการเงินที่มีความเป็นไปได้เรื่องการกู้เงินธนาคาร เขาจะเห็นภาพโครงสร้างทางการเงิน จัดทำแผนการเงิน (Cash Flow) เป็น ทำให้การเริ่มต้นธุรกิจมีความชัดเจน ไม่สับสน
  • จะเก่งเรื่องการตั้งบริษัท รู้เรื่องการถือหุ้นที่จะทำให้การเป็นเจ้าของกิจการประสบความสำเร็จ แม้จะถือหุ้นได้ไม่เกิน 50% เขาก็ไม่กลัว
    ยกตัวอย่างต่อจากตะกี้ การจดทะเบียนบริษัทต้องจดที่ทุน 3 ล้านบาท แต่เขามีเงินทุนอยู่แค่ 1 ล้านบาท เขาต้องไปหาผู้ร่วมทุนมาอีก 2 ล้านบาท สรุปแล้วเขาจะถือหุ้นได้แค่ 33% ของทุนจดทะเบียน
    ใน CBA-FPM จะสอนเขาว่า
       1) การถือหุ้นที่น้อยกว่า 50% ของทุนจดทะเบียน หากผู้ถือหุ้นมาประชุมกันครบ แล้วอีกฝ่ายโหวตเสียงในที่ประชุมได้เกิน 50% มติของเราจะแพ้อีกฝ่าย ถ้าอีกฝ่ายเห็นไปอีกแบบ
       2) แต่ถ้ามันจำเป็นจริงๆ การถือ 33% ก็ยังลงทุนร่วมกับเขาได้ เพราะเสียงในการครอบงำกิจการบริษัทต่อเรื่องที่สำคัญจริงๆ (คอขาดบาดตาย) ต้องใช้เสียงตั้งแต่ 75% ขึ้นไป ดังนั้น การถือ 33% ยังคานอำนาจเผด็จการได้อยู่ ขอให้คุณสบายใจ ใช้จิตวิทยา และความรู้จริงเข้าไปจัดการผู้ถือหุ้นอีกฝ่ายหนึ่ง และขอให้ตัวคุณในฐานะเจ้าของโครงการตัวจริง (ความคิดเรื่องโครงการมาจากคุณ) ได้เป็นกรรมการผู้จัดการ (MD) ซึ่งการได้เป็น MD ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะคุณจะได้อำนาจบริหารที่ผู้ถือหุ้นมอบหมายให้ นำพาบริษัทไปในทิศทางที่คุณอยากจะให้เป็น และทุกเดือนคุณจะได้รับเงินเดือน MD ที่ทำให้คุณเข้าสู่จุดคุ้มทุนได้คืนเงินทุน 1 ล้านบาท ที่คุณลงทุนไปได้เร็วกว่าอีกฝ่าย และในอนาคต เมื่อกิจการประสบความสำเร็จ คุณก็จะได้แบ่งผลกำไรตามสัดส่วนการถือครองหุ้นอีกด้วย มองในมุมนี้ คุณไม่ได้เสียหายอะไร คุณมีแต่ได้
       3) คุณต้องคุยกับหุ้นส่วนอีกฝ่ายว่า ต้องทำสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นกันเอาไว้ ร้องขอให้คุณได้สิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มจากอีกฝ่ายในราคา (สมมติ) ตามมูลค่าหุ้นทางบัญชี ให้คุณได้ถือเพิ่มเป็น 49% หรือสัดส่วนใดที่เพิ่มขึ้นแล้วแต่จะตกลงกัน และขอให้การแบ่งกำไรให้กับผู้ถือหุ้น ขอให้แบ่งให้กับคุณในฐานะ MD ในรูปโบนัสก่อน ภายใต้เงื่อนไขการแบ่งดังต่อไปนี้…1,2,3

   นี่คือตัวอย่างที่หลักสูตร CBA-FPM จะสอนคุณให้หาทางออกต่อการลงทุนในความฝันของคุณได้แบบไม่มีข้อจำกัด นั่นหมายถึงว่า การรู้ข้อกฎหมายว่าด้วยหุ้นส่วนบริษัทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อีกทั้งการรู้พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 จะใช้เพื่อหาทางออกให้กับทุกสถานการณ์การลงทุนและการบริหารบริษัทของคุณ เพื่อให้คุณอยู่ในฐานะที่ได้เปรียบตลอดเวลา ซึ่งผมชอบพูดว่า
   
   “มีเงินน้อยแต่มีปัญญามาก สร้างความสำเร็จได้มากกว่า มีเงินมากแต่มีปัญญาน้อย” หลักสูตร CBA-FPM จะสอนให้คุณเป็นผู้มีปัญญามาก ซึ่งเรื่องการตั้งบริษัทจำกัด และการบริหารบริษัทจำกัดตามข้อกฎหมายเป็นอะไรที่สำคัญยิ่ง แต่แปลกตรงที่โครงการ MBA และหลักสูตรทุกหลักสูตรในมหาวิทยาลัยไม่เคยเอามาสอนอย่างจริงจัง ทำให้คนที่เรียนจบออกมาได้วุฒิปริญญาตรี โท ถึงเอก ต้องออกมาเรียนรู้ด้วยตัวเอง ซึ่งได้สร้างความเสียหายจากความไม่รู้เป็นจำนวนมาก หลายรายกิจการถึงขั้นต้องพังพาบไปเลยก็มี

ชาย กิตติคุณาภรณ์